รักไม่ใช่ดวงดาวเมื่อพราวแสง! เมื่อจิตวิทยาความรักตอบโจทย์นิยามรักใหม่

จิตวิทยา ความ รัก
สารบัญบทความ
จิตวิทยา ความ รัก

รักคือดวงจันทร์ คือตะวัน คือบทเพลงไร้จุดจบ หรือเพียงแค่ฝันไป ยากจะตอบได้ว่าสุดแท้แล้วความรักคืออะไร 

รักแท้มีอยู่จริงอย่างที่หลายคนเฝ้าร่ำรำพันหรือเปล่า หรือเป็นเพียงสิ่งที่หมุนเวียนไหลผ่านภายในร่างกายของเรา บางทีจิตวิทยาความรัก (Psychology of Love) อาจช่วยเราเข้าใจกระบวนการก่อกำเนิดของมันได้มากขึ้น

ความรักคืออะไร

นับแต่โบราณก่อนคริสตกาล ความรักจัดเป็นประเด็นที่เหล่านักปรัชญาความรักจากทั่วสารทิศต่างให้คำนิยามและกล่าวถึงไปต่าง ๆ นานา บ้างก็นิยามกันว่ามันคือการตามหาอีกครึ่งส่วนของชีวิตให้มาประกอบกันจนสมบูรณ์ หรือถูกหยิบยกมาเปรียบเปรยกับหายนะและสงคราม ที่สุดแล้วเราก็ยังไม่อาจได้คำตอบที่แน่นอน เนื่องด้วยโลกทัศน์ (Worldview) ที่แตกต่างกัน 

จวบจนกระทั่งจิตวิทยาหลุดแยกจากปรัชญา และกลายเป็นวิทยาศาสตร์แขนงหนึ่งที่โลกล้วนจับตา เมื่อนั้นเองที่เราเริ่มอธิบายความรักบนพื้นฐานเหตุผลที่เป็นไปได้มากขึ้น 

จิตวิทยาความรัก


หากถามนักจิตวิทยาว่าความรักคืออะไร เราอาจได้คำตอบว่า ความรักคือกลุ่มชุดความรู้สึกและพฤติกรรมที่มีพื้นฐานมาจากความหลงใหล ความใกล้ชิดสนิทชิดเชื้อ พร้อมกับความยึดมั่นในบางอย่างที่เกี่ยวโยงความไว้วางใจและห่วงหาอาทร ซึ่งระดับความเข้มข้นในความรู้สึกนั้นก็แปรเปลี่ยนได้ตลอดเวลา 

ด้วยนิยามข้างต้นนี้เอง จึงทำให้เหล่านักวิจัยต่างเริ่มค้นหาความจริงด้วยการถกเถียงเพื่อหาข้อสรุปว่า ความรักนั้นตั้งอยู่บนพื้นฐานทางชีวภาพหรือบนบรรทัดฐานแต่ละวัฒนธรรมนั้นกันแน่ 

ในแง่ที่เป็นไปได้ที่สุด ความรักไม่อาจขึ้นอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ทว่าเป็นสิ่งที่ขึ้นตรงทั้งทางชีวภาพและทางสังคม ซึ่งล้วนมีค่านิยมและบรรทัดฐานทางสังคมเป็นเครื่องมือประกอบสร้าง ‘สัญลักษณ์’ ที่อัดรวมคุณค่าบางอย่างขึ้นมา 

ก่อนที่ทั้งสองจะทำงานสอดประสานกันจนกลายความคิดและพฤติกรรมที่เห็นได้ในทุกวัน

ความรัก คือ

สารสื่อประสาทอาจเป็นที่มาของความรัก

สารสื่อประสาท (Neurotransmitter) ฮอร์โมนร่วมกับสิ่งเร้า เป็นสารตั้งต้นในการสร้างความรัก ตามที่ Zick Rubin นักจิตวิทยาผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์ความรู้สึกได้จัดแบ่งส่วนผสมในการก่อเกิดความรักออกเป็น 3 อย่าง (Rubin’s Scales of Liking and Loving) ได้แก่

  • ความใคร่ (Attachment) : ความต้องการปฏิสัมพันธ์ทางกายกับผู้อื่นผ่านแตะเนื้อต้องสัมผัส โดยมีฮอร์โมนเพศเทสโทสเตอโรน (Testosterone) และเอสโตรเจน (Estrogen) เป็นตัวผลักดันแรงขับให้สำแดงพฤติกรรมขึ้น ซึ่งเป็นพื้นฐานที่พบได้นับแต่สมัยดึกดำบรรพ์
  • ความห่วงใย (Caring) : การให้ความสำคัญและความสุขแก่อีกฝ่ายด้วยความปรารถนาดี ซึ่งมีสารสื่อประสาทอย่างโดปามีน (Dopamine) อีฟิเนฟริน (Epinehrine) และเซโรโทนิน (Serotonin) ทำงานร่วมกันจนทำให้เราเกิดความสุข พร้อมกับอาการหน้าแดงและหัวใจเต้นแรง หรือกระทำพฤติกรรมบางอย่างที่เราอาจไม่รู้ตัว เช่น ความหึงหวง เป็นต้น
  • ความผูกพัน (Intimacy) : การร่วมแบ่งปันความคิด ความรู้สึก และความปรารถนาร่วมกัน ซึ่งขับเคลื่อนด้วยออกซิโทซิน (Oxytocin) และวาโซเปรสซิน (Vasopressin) สารสื่อประสารสร้างความผูกพันให้คู่รักใช้ชีวิตร่วมกันได้อย่างยาวนาน 

องค์ประกอบทั้งสามนี้ ล้วนเกิดขึ้นภายใต้สารสื่อประสาทในร่างกายที่มีหน้าที่ในการก่อกำเนิดพฤติกรรมและความรู้สึกที่แตกต่างกันออกไปตามลำดับ

จิตวิทยาความรัก

จิตวิทยา ความรัก : จากกลไกในร่างกายสู่พฤติกรรมทางสังคม 

ความรักคงไม่อุบัติขึ้น หากเราตัดบริบทของสิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรมออกไป ผู้เขียนเห็นว่าการที่โลกใบนี้ปล่อยให้มีความรักขึ้น อาจเพราะเพื่อปกป้องเราจากการสูญสลายของชีวิตก็เป็นได้ ดั่งเรามักได้ยินกันทั่วไปว่า ความรักเป็นสิ่งสากลที่พบได้ทั่วไป ไม่ว่าจะอยู่ส่วนใดของซีกโลก 

อย่างไรก็ตาม หลายคนต่างอธิบายพฤติกรรมการแสดงออกทางความรักโดยยึดโยงสิ่งที่เกิดขึ้นนับแต่ยุคดึกดำบรรพ์มาใช้อธิบายให้เห็นภาพกระจ่างขึ้น ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมเจ้าชู้ของผู้ชาย ซึ่งเกิดการกระจายความเป็นไปได้ในการดำรงเผ่าพันธุ์ หรือว่าจะเป็นช่วงโปรโมชั่นที่ผู้ชายต้องดูแลและเอาอกเอาใจผู้หญิงตั้งครรภ์หรือคนที่เพิ่งรักกันใหม่ ๆ ก็ล้วนแล้วเป็นสิ่งที่ไม่สมเหตุผลนักหากยังขาดหลักฐานเชิงประจักษ์ที่แน่ชัด 

ดังนั้นการมองความรักเพียงมิติด้านกายภาพ อาจทำให้เราไม่อาจค้นพบ ‘จิ๊กซอว์’ ที่ประกอบกันจนเป็นคำตอบที่สมบูรณ์ได้ และหากสิ่งที่เรียกว่า ‘รัก’ ถูกอธิบายได้ในมุมวิทยาศาสตร์ทางสังคมล่ะ จะเป็นเช่นไร 

บางทีมานุษยวิทยา (Anthropology) อาจเป็นอีกครึ่งส่วนที่ทำให้เห็นความรักในมติที่ชัดเจนขึ้น เราสามารถอธิบายการกระทำของหญิงอินเดียที่ฆ่าตัวตายเข้ากองไฟตามพิธีสตรี หลังรู้ว่าสามีของตนได้ตายจากไปในสงครามได้ทั้งหมดหรือไม่ หากการทำเช่นนั้นคือแรงบีบบังคับทางสังคม บางทีโรลองด์ บาร์ธส์ (Roland Barthes) รอคุณอยู่หลังประตูอีกบาน

จิตวิทยาความรัก โรลองด์ บาร์ธส์
โรลองด์ บาร์ธส์

มายา… เป็นดั่งศาตราของฆาตกร

แม้ว่าสังคมมนุษย์จะมีข้อจำกัดทางชีวภาพเป็นตัวกำหนดบทบาทแห่งเพศก็ตาม ทว่าเมื่อมนุษยชาติเริ่มเดินทางมาถึงยุคปัจจุบัน บทบาทเหล่านั้นกลับไม่จำเป็นเลย จนเราแอบสงสัยว่า ความจริงมันควรเป็นเช่นนั้นหรือไม่ หากพบว่าไม่ สิ่งนั้นอาจได้รับการขานนามว่า ‘มายาคติ’ 

ทำไมเราถึงรู้สึกหึงหวงขึ้น เมื่อแฟนของเรามีพฤติกรรมใกล้ชิดกับคนอีกคน ซึ่งไม่ควรจะเป็น บางทีความจริงของความจริงก็คือ ทำไมเราถึงเกิดความรู้สึกเหล่านั้นขึ้นมา หากไม่ใช่เพราะสังคมสรรค์สร้างและให้ค่ามันเป็นดั่งสัญลักษณ์ (Sign) อันสูงส่ง ที่อาจกลบเกลื่อนและบดบังความจริงให้มันเสมือนไปว่ามันคือความจริงโดยธรรมชาติ (Naturalization) จนเกิดโครงสร้างและการเอาเปรียบเชิงในแทบทุกมิติ ซึ่งรวมถึงบทบาทของความสัมพันธ์

หลายครั้งที่ความรักนั้นเป็นสิ่งที่ไปไกลเกินกว่าจะถอยกลับ แต่ก็มีบางครั้งที่เราจะกลับมาคิดและเริ่มต้นใหม่ เมื่อสารสื่อประสาททำงานควบคู่กับสัญลักษณ์ทางสังคม เมื่อนั้นเองความรักในหลากรูปแบบได้เกิดขึ้น เพียงแต่เราจะสามารถทำให้ความรักเริ่มต้นจากตัวเรา สู่คนรัก และสังคมโลกนั้นไปด้วยกันอย่างสมบูรณ์และเท่าเทียมกันได้ 

ก็ขึ้นอยู่ว่าเราจะสรรค์สร้างและควบคุมสัญลักษณ์เหล่านั้นอย่างไรให้พอดิบพอดี

แหล่งอ้างอิงข้อมูล 

Anjali Mehta. 2021. Cultural Perspective of Love., derived from https://anj-mehta8.medium.com/cultural-perspectives-of-love-7422877897a4 

Kendra Cherry. (2022). Rubin’s Scales of Liking and Loving., derived from https://www.verywellmind.com/rubins-scales-of-liking-and-loving-2795339 

บทความอื่นๆ > ‘เล่า’ เก่าในขวดใหม่! มิติใหม่ของ Darwin Effect สู่การกอบกู้สิ่งแวดล้อม