สายรุ้งที่ปรากฏมากขึ้น อาจเป็นลางร้ายที่เกิดขึ้นในอนาคต?

สายรุ้ง Rainbow Crisis
สารบัญบทความ
สายรุ้ง Rainbow Crisis

เช้าวันหนึ่ง ณ บ้านทางแถบหุบเขามาโนอา (Mānoa Valley) บนเกาะโออาฮู (Oahu)หรือเกาะฮาวายนั่นเอง มีนักวิทยาศาสตร์สาวนามว่า คิมเบอร์ลี่ คาร์ลสัน (Kimberly Carlson) ได้เห็น “รุ้ง” ที่สวยงามมากจนแทบตื่นตะลึงปรากฏอยู่นอกหน้าต่าง 

สำหรับคนทั่วไปทุกอย่างดูจะหยุดอยู่เพียงเท่านั้น ทว่าสำหรับคาร์ลสัน ซึ่งปัจจุบันเป็นศาสตราจารย์ด้านวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยนิวยอร์ก  กลับตระหนักว่าเธอไม่อาจตอบคำถามได้โดยง่ายว่า สภาวะอากาศที่เปลี่ยนไป ส่งผลต่อสายรุ้งที่อยู่บนเกาะฮาวายและทั่วทั้งโลกหรือไม่

คำถามปริศนานี้เองที่ชี้ชวนให้เธอและเพื่อนร่วมงานของเธอ นำมันมาร่วมถกเถียงกับเหล่าเด็กนักเรียนในชั้นจนหาคำตอบเป็นการใหญ่ กระทั่งพวกเขาพบคำตอบและเผยแพร่การค้นพบได้สำเร็จ

“เป็นเรื่องจริงที่ว่า การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศส่งผลกระทบต่อสายรุ้ง” คาร์ลสัน ผู้นำทีมเขียนกล่าวต่อไปว่ารายงานดังกล่าวเกิดจากการใช้แบบจำลองคอมพิวเตอร์ฉายภาพปรากฏของสายรุ้งในอนาคต ซึ่งขึ้นอยู่กับรูปแบบสภาพอากาศที่เปลี่ยนไป จนทำให้หลายส่วนของโลกโดยเฉพาะบริเวณใกล้ขั้วโลกอย่างอลาสก้าหรือไซบีเรียเกิดฝนชุก ซึ่งเป็นไปได้ว่าสายรุ้งจะเพิ่มขึ้นจนสิ้นศตวรรษนี้

“แต่หากมองอีกด้านหนึ่ง” เธอเตือนไว้ว่าแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียนทางตอนใต้ของแอฟริกา หรือแม้แต่บริเวณเขตร้อนของอเมริกาจะแห้งแล้งขึ้นจนสูญเสียแหล่งปัจจัยที่ก่อให้เกิดสายรุ้งไปอย่างมหาศาลภายในปี 2100

และแม้สายรุ้งจะนำพาความผาสุขมาสู่เธอเช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นในหุบเขามาโนอา ทว่าแท้จริงแล้วท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยสีสันมากมายนั้น ล้วนเป็นสัญญาณอันตรายครั้งใหญ่ที่จะเกิดขึ้นไปทั่วโลก

ทาง privatespacescience2017.com จะมาอธิบายถึงการมาของสายรุ้งที่สำพันธ์กับสภาพอากาศด้วย “วิทยาศาสตร์” กัน

รุ้ง เกิดขึ้นได้อย่างไร ?

รุ้ง rainbow

“สายรุ้งนั้นเปรียบเสมือนวัชพืช พวกมันจะปรากฏขึ้นในทุกที่ที่มันต้องการ ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ สุกสว่างหรือเจือจาง” เรย์มอนด์ ลี จูเนียร์ (Raymond Lee Jr.) ผู้เชี่ยวชาญด้านทัศนศาสตร์และอุตุนิยมวิทยาจาก U.S. Naval Academy กล่าว บางทีนั่นเป็นเพราะองค์ประกอบพื้นฐานเหล่านั้นล้วนเกิดขึ้นเป็นธรรมดา ภายใต้การควบคุมของฟิสิกส์

“เคล็ดลับพื้นฐานที่ทำให้มองเห็นสายรุ้งได้ตามธรรมชาติ” ลีกล่าวเสริม “คือให้ฝนกระทบกับแดด”

“อย่างแรก คุณจำเป็นต้องมีละอองฝน ยิ่งมากยิ่งดี เพราะละอองฝนขนาดเล็กจะสะท้อนและหักเหแสงที่เข้ามาด้วยการทำให้คลื่นแสงรบกวนกัน จนสายรุ้งลดความสว่างลง จากนั้นให้แสงแดดส่องตรงตัดผ่านชั้นบรรยากาศในมุมที่น้อยกว่า 42 องศาจากสายตาของผู้ดู ซึ่งเป็นช่วงเช้าหรือช่วงบ่ายในพื้นที่ส่วนใหญ่ของโลก และสุดท้าย ท้องฟ้าจะต้องมีหยาดฝนโปรยปรายแทนที่การปกคลุมด้วยหมู่เมฆ” 

คาร์ลสันและเพื่อนร่วมงานของเธอค้นพบอีกว่าพวกเขายังสามารถค้นพบเงื่อนไขที่แน่นอนเหล่านั้นในแบบจำลองสภาพอากาศ ไม่ว่าจะเกิดขึ้นในชั่วครู่และชั่วขณะ และเมื่อเปรียบเทียบกับสายรุ้งที่เกิดขึ้นจริง ก็ยิ่งยืนยันได้ว่าแบบจำลองดังกล่าวทำนายผลได้อย่างแม่นยำ

พวกเขาใช้ Flickr เว็บไซต์แชร์รูปไว้สำหรับติดแท็กภาพ “สายรุ้ง” ที่ปรากฏขึ้นในที่ใดก็ได้บนโลกในช่วงเวลา 10 ปีที่ผ่านมา ร่วมกับการจับคู่สถานที่เหล่านั้นกับแบบจำลองสภาพอากาศที่คาดการณ์ไว้

โดยดูปัจจัยที่เหมาะสมสำหรับสายรุ้ง ไม่ว่าจะเป็นปริมาณฝนที่พอดี ซึ่งปราศจากเมฆ ณ ช่วงเวลาที่พอเหมาะในแต่ละวันและปี แบบจำลองส่วนใหญ่ล้วนตรงกับข้อสังเกต ซึ่งก็หมายความว่าพวกเขาสามารถใช้แบบจำลองเหล่านี้เพื่อทำนายสายรุ้งในอนาคตได้

อย่างไรก็ตาม ลีซึ่งไม่ได้มีส่วนร่วมในการศึกษาครั้งนี้ กลับชี้ให้เห็นว่าแบบจำลองไม่สามารถทำนายสายรุ้งได้ในช่วงที่ฝนตกหนัก ตราบเท่าที่ฟิสิกส์ยังเป็นตัวแปรคอยควบคุมการปรากฏของสายรุ้ง อันขึ้นกับขนาดของหยดน้ำ

ภาวะโลกร้อน
ภาพสายรุ้งที่เกิดจากการผสมผสานขององค์ประกอบพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นมุมที่ทำกับดวงอาทิตย์ได้เหมาะสม และท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยละอองฝน ซึ่งรวมถึงตัวคุณที่กำลังมองดวงอาทิตย์อยู่ด้านหลัง มันอาจดูงดงามน่าทึ่ง ทว่าในหลายวัฒนธรรม สายรุ้งเป็นสัญญาณอันตรายหรือความเสี่ยงมากกว่าความปิติยินดี : แหล่งอ้างอิงและที่มารูปภาพ

การมาถึงของสายรุ้งที่มากกว่าเดิม

มันเริ่มปรากฏเด่นชัด เมื่อทีมงานหมุนแบบจำลองสภาพอากาศไปข้างหน้าจนถึงปี 2100 เพื่อค้นหาสายรุ้งที่มีสภาพพอเหมาะจนสรุปภาพรวมไว้ว่า หากโลกร้อนขึ้น สายรุ้งก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน

โลกจะมีจำนวนสายรุ้งเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยเพียงเล็กน้อย ประมาณ 4 – 5 วันต่อปี ซึ่งมากกว่าค่าเฉลี่ยปัจจุบันที่ 108 ถึง 117 วันต่อปี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแบบจำลองที่ใช้ อย่างไรก็ตาม การเพิ่มขึ้นครั้งใหญ่นี้เกิดขึ้นเพียงบางสถานที่

“หลายแบบจำลองได้ทำนายการเพิ่มขึ้นครั้งมโหฬารของสายรุ้งในรัสเซีย แคนาดา อลาสก้า และในสถานที่ที่มีความสูงมาก เช่น ที่ราบสูงหิมาลัย” คาร์ลสันสำทับว่าเป็นไปได้ว่าสายรุ้งจะเพิ่มขึ้นใน 30 – 50 วันต่อปีในพื้นที่ดังกล่าว

แต่หากสายรุ้งปรากฏขึ้นบนท้องฟ้า แต่ไม่มีใครในที่แห่งนั้นเห็นล่ะ จะเกิดอะไรขึ้น ? 

มีการคาดการณ์ว่าพื้นที่ซึ่งมีประชากรมากที่สุดและอุดมด้วยสายรุ้งจำนวนมากในปัจจุบันอย่างทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและหมู่เกาะต่างๆ จะมีจำนวนสายรุ้งลดลง “ไม่ใช่ที่ที่มีผู้คนจำนวนมากอาศัยอยู่ในปัจจุบัน หรือที่ที่พวกเขาน่าจะอาศัยอยู่ในอนาคต” คาร์ลสันกล่าว 

การเปลี่ยนแปลงข้างต้นนี้จะแผ่ขยายตัวมากขึ้น ซึ่งชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงและอันตรายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดบางประการ ตัวอย่างเช่น สภาพอากาศที่ร้อนขึ้นทางแถบอาร์กติก อาจมีแนวโน้มการเกิดรุ้งขึ้นในอนาคต โดยหิมะจะกลายสภาพเป็นฝนจนเทกระหน่ำลงมาบ่อยกว่าปรกติ

ขณะเดียวกันก็คาดการณ์ว่าป่าอะเมซอนที่เต็มไปด้วยสายรุ้งในปัจจุบันจะได้รับผลกระทบจากภัยแล้งบ่อยขึ้น ทั้งคู่เป็นเช่นนั้นก็เพราะป่าซึ่งเป็นแหล่งผลิตฝนในปัจจุบันจะมีขนาดลดลง และเนื่องด้วยสภาพอากาศทั่วโลกกำลังแปรเปลี่ยนรูปแบบไป จึงส่งผลต่อปริมาณน้ำฝนในเขตร้อน

รุ้ง

เครื่องมือลับ

เมื่อ แอนดริว เก็ตเทลแมน (Andrew Gettelman) นักวิทยาศาสตร์ภูมิอากาศแห่ง Pacific Northwest National Laboratory ได้ยินเกี่ยวกับการค้นพบของคาร์ลสัน เขาก็ส่งอีเมลถึงเธอทันที เขาเคยทำงานในโครงการที่มีลักษณะเดียวกัน ทว่าดำเนินการด้วยจุดประสงค์อื่นแค่เพียงเพื่อดูว่าแบบจำลองสภาพภูมิอากาศทำงานได้ดีเพียงใด

แบบจำลองสภาพภูมิอากาศนั้นยอดเยี่ยมในหลายอย่าง แต่ยังมีปัญหาในการสร้างแบบจำลองของสายรุ้งจากปัจจัยประกอบได้อย่างถูกต้อง เก็ตเทลแมนกล่าวว่า

“การดูว่าแบบจำลองสร้างสายรุ้งได้ดีหรือไม่นั้น เป็นวิธีที่ดีในการดูว่าระบบพร้อมสำหรับมื้อเที่ยงหรือไม่” จนถึงตอนนี้ แบบจำลองที่เขาใช้ ดูจะทำนายการเกิดสายรุ้งได้แม่นยำ และตรงกับผลลัพธ์ของคาร์ลสันทีเดียว

“สิ่งที่น่าจะเกิดขึ้น [ในอนาคต] คือเมฆที่น้อยลงและฝนที่มากขึ้นเล็กน้อย ซึ่งหมายความว่าคุณมีโอกาสมากขึ้นที่จะเห็นสายรุ้ง เพราะเมฆกำลังเคลื่อนตัวลงมา” สิ่งที่แบบจำลองและงานวิจัยนี้ชี้ให้เห็นก็คือ “เมฆจะลดลงและบางลงเล็กน้อยในอนาคต” ในกาลอันใกล้ที่เต็มไปด้วยสายรุ้งและหมู่เมฆที่ลดน้อยลงนั้น อาจเป็นสัญญาณของปัญหาเชิงลึกของโลก เนื่องจากเมฆที่อยู่ในระดับความสูงที่ต่ำ จะช่วยโลกให้เย็นลงด้วยการสะท้อนแสงอาทิตย์ที่ส่องเข้ามา

รุ้ง แท้จริงแล้วคืออะไร: ความหวัง ความหวาดหวั่น หรือความเป็นไปได้อื่น?

การเพิ่มขึ้นของสายรุ้งอาจสอดรับกับมุมมองความเชื่อจากหลายวัฒนธรรม ซึ่งโดยมากมักแทนให้เป็นสัญลักษณ์แห่งหายนะและความเสี่ยงมากกว่าจะเป็นเรื่องดี

“ลองคิดดูสิ พวกมันมักเกี่ยวข้องกับสภาพอากาศที่รุนแรง” การที่ฝนเทกระหน่ำซึ่งเคลื่อนตัวอย่างรวดเร็วไปทั่วภูมิประเทศ พร้อมเปลี่ยนสลับเป็นแดดออกนั้น มักเป็นสัญญาณของสภาวะผันผวนที่อันตราย

ตามความเชื่อของชาวอะบอรี่จินในออสเตรเลีย สายรุ้งเป็นตัวแทนของ Rainbow Serpent เทพเจ้าผู้สรรค์สร้างและทรงอำนาจทำลายล้างในคราวเดียว ด้วยภาพลักษณ์ที่ปรากฏในรูปของสายรุ้ง จึงมีส่วนเชื่อมโยงเข้ากับวัฏจักรแห่งมรสุมตามฤดูกาล ซึ่งจะหมุนเวียนเข้าสู่ฤดูแล้ง ก่อนลงทัณฑ์ผู้คนด้วยการสลับกลับสู่ฤดูฝนอีกครั้งหนึ่ง

ไอริส เทพีแห่งสายรุ้ง
ไอริส เทพีแห่งสายรุ้ง(ขวาบน) โดย Pierre-Narcisse Guérin ,1811

ในกรีซ เทพีองค์รองนามว่า ไอริส (Iris) เป็นตัวแทนของสายรุ้ง ซึ่งทำหน้าที่ส่งสารระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์ ซึ่งข่าวที่ส่งมามักเกี่ยวข้องกับวิกฤตและสงคราม หรือไม่ก็เป็นสะพานที่เชื่อมโยงระหว่างโลกและชีวิตหลังความตาย

ขณะเดียวกันในบาบิโลเนียโบราณ หายนะมากมายไม่ว่าจะเป็นความพ่ายแพ้ของผู้นำในช่วง 651 ปีก่อนคริสตกาล ล้วนแล้วมีสายรุ้งเป็นลางบอกเหตุก่อนเกิดเรื่องร้ายแรงขึ้น

และในสถานที่อื่นเฉกเช่นเดียวกับฮาวาย สายรุ้งมักปรากฏให้เห็นตามทิวทัศน์ อย่างไรก็ตาม ชาวฮาวายพื้นเมืองต่างมีคำมากมายที่ใช้เรียกส่วนโค้งของสายรุ้ง เช่น คำว่า ‘Pūloʻu’ นั้นใช้อธิบายถึงสายรุ้งในส่วนที่ไม่แตะพื้น ‘kahili’ ใช้เรียกส่วนแนวตั้ง ซึ่งยกตัวขึ้นสู่ท้องฟ้า ส่วน ‘Punakea’ ใช้เรียกแทนส่วนโค้งที่เลือนราง ซึ่งทำจากหยดน้ำขนาดเล็ก 

แม้ว่าแบบจำลองจะยังไม่ได้ฉายภาพการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของสายรุ้งในฮาวาย ทว่าสตีเวน บอสซิงเงอร์ (Steven Businger) ผู้ร่วมเขียนบทความจาก University of Hawaii ได้กล่าว  “แนวโน้มโดยรวมที่เห็นได้คือความแห้งแล้งที่เกิดขึ้นบนเกาะ” 

ก่อนที่สิ่งนี้จะเกิดขึ้น ก็ยังมีความหวังอยู่เล็กน้อยบ้างว่า “การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศจะสามารถจัดการสภาพภัยแล้ง ภัยพิบัติ และการทำลายล้างได้ อย่างไรก็ตาม วิธีการนี้ดูเป็นไปได้น้อยมากว่าจะเกิดขึ้น”

แหล่งอ้างอิง

อ่านบทความต้นฉบับได้ที่ : National Geographics. (2022). More rainbows are in our future—and that’s a bad omen. 1 December 2022 ,Derived from https://www.nationalgeographic.com/magazine/article/rainbows-climate-change-increase-myths-omen